สกรูยึดกระดูกส่วนโค้งของกระดูกสันหลัง
สกรูยึดกระดูกสันหลังแบบโกลบัส (Globus pedicle screws) คืออุปกรณ์ยึดตรึงกระดูกสันหลังขั้นสูงที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในกระบวนการผ่าตัดเชื่อมกระดูกสันหลังจากด้านหลัง (posterior spinal fusion) และการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติของกระดูกสันหลัง โดยอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดนี้ถูกออกแบบให้ยึดเข้ากับส่วนพีดิเคิล (pedicle) ของกระดูกสันหลังอย่างแม่นยำ เพื่อให้เกิดความมั่นคงอย่างแข็งแรงระหว่างการสร้างโครงสร้างกระดูกสันหลังใหม่ สกรูยึดกระดูกสันหลังแบบโกลบัสทำหน้าที่สำคัญในการรักษาโรคหมอนรองกระดูกเสื่อม ความผิดรูปของกระดูกสันหลัง ภาวะกระดูกหัก และภาวะไม่เสถียรของกระดูกสันหลังบริเวณทรวงอกและเอว คุณสมบัติทางเทคโนโลยีของสกรูยึดกระดูกสันหลังแบบโกลบัสรวมถึงการออกแบบเกลียวที่แม่นยำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะกับเนื้อกระดูกและเสริมความแข็งแรงในการยึดตรึงภายในโครงสร้างกระดูกสันหลัง ทั้งนี้ สกรูเหล่านี้นำหลักการชีวกลศาสตร์ขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ ด้วยรูปทรงเกลียวที่ช่วยให้สามารถใส่สกรูได้อย่างควบคุมได้ดี ขณะเดียวกันก็ลดแรงกดที่กระทำต่อเนื้อกระดูกให้น้อยที่สุด สกรูยึดกระดูกสันหลังแบบโกลบัสหลายรุ่นมีลักษณะเกลียวแบบสองแนว (dual-lead thread patterns) และสามารถเจาะเข้าไปในเนื้อกระดูกได้เอง (self-tapping capabilities) ซึ่งช่วยลดแรงบิดที่จำเป็นในการใส่สกรู หัวสกรูถูกออกแบบให้เป็นแบบโพลีแอ็กเซียล (polyaxial) หรือโมโนแอ็กเซียล (monoaxial) เพื่อให้ศัลยแพทย์สามารถปรับมุมการวางแท่งยึด (rod) ได้อย่างยืดหยุ่นตามลักษณะกายวิภาคเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย การใช้งานสกรูยึดกระดูกสันหลังแบบโกลบัสครอบคลุมสถานการณ์การผ่าตัดหลากหลายประเภท รวมถึงการแก้ไขความผิดรูปของกระดูกสันหลังในผู้ใหญ่และเด็ก การยึดตรึงกระดูกหลังจากการบาดเจ็บ การสร้างโครงสร้างกระดูกสันหลังใหม่หลังการผ่าตัดตัดเนื้องอกออก และการผ่าตัดแก้ไขซ้ำ (revision surgeries) ศัลยแพทย์ใช้อุปกรณ์เหล่านี้ทั้งในแนวทางการผ่าตัดแบบแผลเล็ก (minimally invasive) และแบบเปิด (open surgical approaches) สำหรับการเชื่อมกระดูกหลายระดับ (multilevel fusions) และการแก้ไขความผิดรูปในสามมิติที่ซับซ้อน วัสดุที่ใช้ผลิตโดยทั่วไปคือโลหะผสมไทเทเนียมหรือโคบอลต์-โครเมียม ซึ่งให้ทั้งความเข้ากันได้ทางชีวภาพที่ดีเยี่ยมและความแข็งแรงเชิงกลสูง สกรูยึดกระดูกสันหลังแบบโกลบัสผลิตขึ้นภายใต้มาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพการทำงานที่สม่ำเสมอในกลุ่มผู้ป่วยที่หลากหลายและตามความต้องการของการผ่าตัดแต่ละกรณี จึงถือเป็นส่วนประกอบสำคัญอย่างยิ่งในระบบเครื่องมือผ่าตัดกระดูกสันหลังสมัยใหม่